ปี 1995 ...

                           ไฟล์:History album cover.jpg

ไมเคิลได้ออกอัลบั้มที่ 9 ของเขาซึ่งมีชื่อเล่นว่า HIStory (ส่วนชื่อเต็มๆ คือ  HIStory: Past, Present and Future, Book I  ..ยาวจนต้องมีชื่อเล่น) อัลบั้มนี้มี 2 แผ่นด้วยกัน โดยแผ่นแรก (HIStory Begins) จะเป็นเพลงดังที่ถูกเลือกสรรของไมเคิลในช่วง 15 ปี ก่อนหน้า  อาทิ  Billie Jean, Beat It, The Way You Make Me Feel, Black Or White, Rock With You,  She's Out Of My Life,  I Just Can't Stop Loving You, Man In The Mirror, Bad, Thriller, The Girl Is Mine, Remember The Time, Don't Stop 'Til You Get Enough, Wanna Be Startin' Somethin' และ Heal The World 

ส่วนแผ่นที่ 2 (HIStory Continues) เป็นเพลงใหม่ทั้งหมดยกเว้นเพลง Come Together ที่บันทึกเสียงไปตั้งแต่ปี 1987 แล้ว (เพลงนี้เดิมเป็นเพลงของวง The Beatles และไมเคิลได้นำมาร้องประกอบภาพยนตร์เรื่อง Moonwalker ด้วย)

                

-----------------------------------------------------

ซิงเกิลแรกของอัลบั้มนี้คือ ซิงเกิ้ลดับเบิลเอ-ไซด์ "Scream/Childhood"

                                File:SCREAMjacket.jpg

เพลง Scream เป็นเพลงที่ไมเคิลร้องคู่กับเจเน็ต แจ็คสัน น้องสาวของเขาซึ่งมีผลงานเพลงออกมาดีไม่น้อยไปกว่าพี่ชายของเธอเลย (ถึงขนาดพูดกันว่า.. ถ้าโลกนี้ไม่มี มาดอนน่า เจเน็ต แจ็คสันนี่แหละที่จะเป็น Queen Of Pop!)

เพลงและมิวสิกวิดีโอสื่อถึงปฏิกิริยาตอบโต้ของไมเคิลที่ได้รับจากสื่อหลังจากข้อกล่าวหาการละเมิดทางเพศต่อเด็กในปี 1993

เพลงนี้ได้ลงบันทึกในกินเนสเวิลด์เรคเคิดส์ในฐานะที่ "เป็นมิวสิกวิดีโอที่แพงที่สุดที่เคยทำมา" มิวสิกวิดิโอของเพลงนี้ถ่ายด้วยภาพขาวดำ และใช้งบประมาณถึง 7 ล้านเหรียญสหรัฐ

 

--------------------------------------------------------

การที่ไมเคิลได้เป็นศิลปินระดับแนวหน้ามาตั้งแต่อายุเพียง 11 ปี ทำให้ช่วงเวลาแห่งชีวิตของเขาขาดสิ่งหนึ่งที่เด็กๆ ทุกคนมี.. นั่นคือ.. "วัยเด็ก"

เขาจึงได้ประพันธ์เพลงที่ 2 ทีมาคู่กับเพลงแรกคือเพลงแนวป็อปบัลลาดนาม "Childhood"

เพลงนี้ไมเคิลแต่งขึ้นมาเองทั้งเนื้อร้องและดนตรีโดยไม่ได้ร่วมงานกับใคร..  เป็นการระบายออกถึงความอัดอั้นตันใจกับช่วงเวลาเลวร้ายในวัยเด็กของเขา ซึ่งส่วนใหญ่มาจากความเข้มงวดในการปลุกปั้นให้เขาเป็นนักร้องของผู้เป็นพ่อ ที่กลายเป็นการทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจต่อไมเคิลจนยากที่จะลืม..

เพลงนี้คุณ อดิศร จากเว็บไซด์ผู้จัดการออนไลน์ ได้บรรยายความรู้สึกเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้ว่า

" เป็นบทเพลงที่งดงามไพเราะด้วยเปียโนและเสียงเครื่องสาย คล้ายๆ กับเพลง Gone To Soon จากผลงานชุด Dangerous เช่นเดียวกับความเหงาและเศร้าที่ผู้ฟังสามารถสัมผัสได้ทั้งจากดนตรีและเนื้อร้อง "

มิวสิกวิดิโอของเพลงนี้ประกอบไปด้วยฉากของท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีดวงจันทร์ส่องสว่างสดใสและดวงดาวเป็นประกายระยิบระยับประดับเต็มท้องฟ้า.. และมีเรือใบหลายลำล่องลอยอยู่เหนือป่าสนขึ้นไปบนฟ้า..เราจะได้เห็นเด็กๆ ที่มีความสุขกับช่วงวัยเยาว์ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน.. ไม่ว่าจะเป็นการจับกลุ่มกันเล่นของเล่น.. เล่นเบสบอล.. หรือได้เล่นกับสัตว์เลี้ยงของตน.. ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไมเคิล "ไม่เคยรู้จัก"... 
       
       
       
     

-------------------------------------------------
       

ซิงเกิ้ลที่ 2  You Are Not Alone ประพันธ์โดย อาร์.เคลลี่

                           File:You Are Not Alone.jpg

เป็นเพลงอาร์แอนด์บีบัลลาดหวานซึ้ง.. ติดอันดับ 1 ทั้งในอเมริกาและอังกฤษ ..

เนื้อเพลงเป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของไมเคิล.. ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการถูกกล่าวหาว่าล่วงละเมิดทางเพศเด็ก หรือเรื่องการแต่งงานกับลิซ่า มารี เพรสลีย์แบบช็อกโลก..

เพลงนี้ประสบความสำเร็จที่สุดในอัลบั้ม กินเนสเวิลด์เรคเคิดส์บันทึกไว้ว่าเป็นเพลงแรกในประวัติศาสตร์ที่ "ติดอันดับหนึ่งทันทีที่ออกซิงเกิ้ลมา"

ส่วนมิวสิกวิดิโอนั้น.. เป็นฉากที่เหมือนสรวงสวรรค์.. เพราะไมเคิลรับบทเป็นเทวดา.. และมีฉากที่ไมเคิลถ่ายคู่กับลิซ่า มารี เพรสลีย์ในสภาพกึ่งเปลือย..

http://www.youtube.com/watch?v=CtmbZbzr680  << พอดีไม่มีโค้ดวิดิโอ.. เหลือแต่ลิงค์..

---------------------------------------

 

ซิงเกิลที่ 3 ของอัลบั้มเป็นเพลงแนวป็อปโอเปร่าที่มีชื่อว่า "Earth Song"

                             File:Earth Song cover.jpg

ซิงเกิลนี้ขึ้นอันดับ 1 บนยูเคซิงเกิลส์ชาร์ต ยาวนาน 6 สัปดาห์ในช่วงคริสต์มาสปี 1995 มียอดขายนับล้าน ถือเป็นซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จที่สุดของไมเคิลในอังกฤษ

คุณอดิศร จากผู้จัดการออนไลน์ บรรยายเกี่ยวกับเพลงนี้ไว้ว่า

     " ในความอ่อนไหวกับเรื่องราวในใจทั้งหมด แต่กระนั้นไมเคิลก็ยังได้ชื่อว่าเป็นศิลปินที่แต่งเพลงเพื่อส่งเสริมความศิวิไลซ์ของมนุษยชาติมากที่สุดคนหนึ่ง ตั้งแต่ We Are the World, Man in the Mirror, Heal the World แต่ที่แตกต่างในเพลงนี้ก็คือเพลงก่อนๆ เขาจะนำเสนอในเชิงร้องขอความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ที่ยากไร้
       
       แต่เนื้อหาเพลงนี้ถูกนำเสนออย่างตรงไปตรงมา ทั้งเนื้อเพลงที่กล่าวในเชิงตัดพ้อต่อความเมินเฉยของมนุษย์ต่อสันติภาพและสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะเลวร้ายทุกที ซาวด์ดนตรีที่ไม่ได้เน้นที่ความไพเราะหรือให้ความหวัง แต่แสดงความโหยหวน วังเวง และโกรธแค้น ถ้าโลกมนุษย์ต้องถึงจุดจบในวันพรุ่งนี้ เพลงนี้คงถูกพูดถึงเป็นเพลงแรก
"

มิวสิกวิดิโอเพลงนี้จะเป็นฉากของโลกในอนาคตที่กำลังมอดไหม้ไปด้วยไฟแห่งการทำลายล้าง.. ป่าที่ถูกทำลายจนสูญสิ้น.. ซากปรักหักพังของอาคารบ้านเรือนที่เกิดขึ้นเพราะสงคราม..  และภาพผู้คนที่ร้องโหยหาสันติภาพจากมุมต่างๆ บนโลก..

       

------------------------------------------------------

 

มาดูเรื่องของ The HIStory World Tour กันบ้าง..

             

            ^ หุ่นในการประชาสัมพันธ์ทัวร์ The HIStory World Tour

The HIStory World Tour เริ่มเมื่อ 7 กันยายน ค.ศ. 1996 และจบลงเมื่อ 15 ตุลาคม ค.ศ. 1997 ไมเคิลแสดงกว่า 82 คอนเสิร์ต ใน 58 เมือง มีผู้ชมกว่า 4.5 ล้านคน โดยทัวร์ไป 5 ทวีปใน 35 ประเทศ ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่คนดู..

เนื่องจากเขาคาดหวังกับอัลบั้มนี้เป็นอย่างมาก.. (การทำอัลบั้มนี้ขึ้นมาเท่ากับการ "ทวงคืนบัลลังค์") เขาจึงเปิดตัวอัลบั้มนี้อย่างอลังการงานสร้าง คือจัดขบวนสวนสนามทหารรัสเซีย (Red Army) ขนาดมโหฬาร และทำรูปปั้นไมเคิลในเครื่องแบบทหารขนาดใหญ่มากๆ ล่องเรือไปทั่วยุโรปเพื่อประชาสัมพันธ์เวิลด์ทัวร์คอนเสิรต์ของเขา

          

        

         ^ ล่องมาถึงลอนดอน

 

          

         ^ วิดิโอนี้อยากจะให้ทุกคนดูมากๆ เพราะดูไปเรื่อยๆ จะเริ่มรู้สึกว่าไมเคิลเหมือนไม่ใช่คน..โดยเฉพาะตอนท้ายๆ ของวิดิโอ..

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป.. To Be Continues..

10 ข้อควรรู้ ก่อนไปดู Michael Jackson’s This Is It

posted on 12 Oct 2009 17:10 by saint-michael-angelo  in MJ

(ขออนุญาตคั่นเรื่องของอัตชีวประวัติของ Michael Jackson ไว้ก่อน)

 

  

            เชื่อเหลือเกินว่า จนถึงวินาทีนี้ แฟนๆ หลายคน คงยังรู้สึก "ช็อค" ไม่หาย สำหรับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ราชาเพลงป๊อป ผู้นี้ หลายคนรู้สึกว่า นี่คือการสูญเสียแบบ ปัจจุบันทันด่วน ซึ่งยากเกินกว่าจะยอมรับ บางคนก็รู้สึกว่า นี่คือการพลัดพรากอันแสนโหดร้าย ที่ไม่มีแม้แต่ "คำร่ำลา"

            สำหรับใครที่รู้สึกแบบนั้น นี่คือโอกาสพิเศษที่แฟนเพลงทุกคนจะได้ร่วมกันรำลึกถึง ไมเคิล แจ็กสัน กับคำบอกลาครั้งสุดท้ายที่เขาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ในหนังคอนเสิร์ตเรื่องนี้ที่มีชื่อว่า Michael Jackson’s This Is It ซึ่งจะทำให้ภาพของ ราชาเพลงป๊อป ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้ ตราตรึงอยู่ในหัวใจของคุณไปตราบนานเท่านาน...

10 ข้อควรรู้ ก่อนไปดู Michael Jackson’s This Is It

1. This Is It ถือเป็นคอนเสิร์ตใหญ่อย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 13 ปี ของไมเคิล แจ็กสัน นับตั้งแต่ HIStory World Tour ที่เล่นเมื่อปี 1996 -1997 

2. เดิมที This Is It จะเปิดการแสดงแค่ 10 รอบเท่านั้น แต่ด้วยความต้องการจากแฟนเพลงจำนวนมหาศาล สุดท้ายจึงต้องเพิ่มเป็น 50 รอบ โดยตามกำหนดนั้น คอนเสิร์ตจะเล่นระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคม 2009 ถึง 6 มีนาคม 2010 ที่ The O2 อารีน่า ในมหานคร ลอนดอน

 

3. ด้วยจำนวนคอนเสิร์ต This Is It ที่มากถึง 50 รอบ ส่งให้ ไมเคิล แจ็กสัน ทำลายสถิติจำนวนรอบคอนเสิร์ตที่มากที่สุด (เฉพาะของศิลปินชาย) ซึ่ง ปริ๊นซ์ เคยทำไว้ที่ 21 รอบ ลงอย่างราบคาบ! 

4. ในวันแถลงข่าวเปิดตัวคอนเสิร์ต This Is It เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2009 ไมเคิล แจ็กสัน เดินทางมาแถลงข่าวที่ The O2 อารีน่า ด้วยตัวเอง ซึ่งในวันดังกล่าวมีแฟนเพลงมารอเขามากกว่า 7 พันคน และมีนักข่าวจากทั่วโลกมารอทำข่าวอีกกว่า 350 คน

5. คอนเสิร์ต This Is It ระดมเอาหัวกะทิของวงการหลายคนมาควบคุมการผลิต โดยหนึ่งในนั้นก็คือ เคนนี่ ออร์เตก้า ผู้กำกับที่โด่งดังจาก High School Musical  และหลังจากที่ ราชาเพลงป๊อป เสียชีวิตลงแบบ "ช็อค" แฟนเพลงทั่วโลก เป็นเหตุให้คอนเสิร์ต This Is It ทั้ง 50 รอบ มีอันต้องถูกยกเลิกไป เคนนี่ ออร์เตก้า จึงถูกดึงตัวให้มาเป็นผู้กำกับหนังเบื้องหลังคอนเสิร์ต Michael Jackson’s This Is It เรื่องนี้

6. ไมเคิล แจ็กสัน เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลันเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2009 ก่อนหน้าที่เขาจะขึ้นโชว์คอนเสิร์ตรอบแรกเพียง 18 วัน  

                         

7. เนื้อหาหลักๆ ใน Michael Jackson’s This Is It จะเป็นภาพบันทึกการซ้อมและการเตรียมงานสำหรับคอนเสิร์ต This Is It โดยส่วนใหญ่จะเป็นภาพซึ่งบันทึกมาจากที่ Staples Center ใน ลอสแองเจลิส และที่ The Forum ใน แคลิฟอร์เนีย

                          

8. ตัวอย่างหนังของ Michael Jackson’s This Is It ถูกนำมาฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในงาน MTV Video Music Awards 2009 เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งว่ากันว่า ช่วงที่หนังตัวอย่างเรื่องนี้ออกอากาศ เป็นช่วงเวลาที่มีเรตติ้งดีที่สุดของงานแจกรางวัล MTV ในวันนั้นเลยทีเดียว

9. มีรายงานข่าวระบุว่า รายได้จากการฉาย Michael Jackson’s This Is It เรื่องนี้ จะถูกนำเข้าสู่กองทุน Michael Jackson Family Trust เพื่อนำไปช่วยเหลือเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ของตระกูล แจ็กสัน 

10. นอกจากจะเป็นชื่อคอนเสิร์ตแล้ว This Is It ยังเป็นชื่อซิงเกิ้ลใหม่ล่าสุดของไมเคิล แจ็กสัน ที่ไม่เคยรวมอยู่ในงานชุดไหนมาก่อน ซึ่งมีคิวจะถูกเปิดให้ฟังพร้อมกันเป็นครั้งแรกทั่วโลกในวันที่ 12 ตุลาคม นี้ และเพลงดังกล่าวจะถูกรวมอยู่ในอัลบั้มรวมฮิต (2 ซีดี) ที่ใช้ชื่อว่า This Is It เช่นกัน โดยอัลบั้มรวมฮิตชุดนี้มีกำหนดวางจำหน่ายในวันที่ 27 ตุลาคม นี้ (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.majorcineplex.com/movie_update_detail.php?newsid=1283)

 

Credit : http://www.majorcineplex.com/movie_detail.php?mid=134

       

เจ. แรนดี้ ทาราบอร์เรลลี่ ผู้เคยพบไมเคิล แจ็คสัน มาตั้งแต่เด็กและได้รับความไว้วางใจจากไมเคิลมานานถึง 40 ปี ได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับไมเคิลเท่าที่เขาทราบ ลงในเว็บไซท์หนังสือพิมพ์ เดลี่ เมล ซึ่งเป็นการเปิดเผยว่า โจ พ่อของไมเคิลเป็นนิสัยใจคออย่างไร รวมถึงแคทเธอรีน แม่ผู้ทุกข์โศกของเขา ที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ชั่วคราวให้กับลูก 3 คน ของไมเคิล

           

ลิ ซ่า มารี เพรสลีย์ ภรรยาคนแรกของไมเคิลเชื่อมานานแล้วว่า ไมเคิลไม่ควรจะเป็นพ่อคนเพราะวุฒิภาวะทางอารมณ์ของเขายังไม่เป็นผู้ใหญ่ พอที่จะเลี้ยงลูกได้ เธอคิดว่าเขาน่าจะเป็นฝ่ายที่ยังต้องการพ่อแม่มากกว่า

ลิ ซ่า มารีไม่มีความคิดที่จะมีลูกกับเขา แต่เขาก็ไม่ท้อถอยด้วยการหันไปแต่งงานใหม่กับเพื่อนเก่าแก่อย่างเดบบี้ โรว์ นางพยาบาลผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง และเธอก็มีลูกให้เขา ซึ่งเกิดมาจากการผสมเทียม ท่ามกลางกระแสข่าวในสัปดาห์นี้ที่ว่า ทั้งไมเคิลและเดบบี้ ต่างก็ไม่ได้เป็นพ่อแม่ที่แท้จริงของลูกทั้ง 2 คนของพวกเขา        

    

ตอนที่เด็บบี้ไปบอกกับพ่อของเธอเกี่ยวกับวิธีการผสมเทียม พ่อของเธอถามกลับมาว่า ไมเคิลไม่มี
ความสามารถในการมีลูกเองเหมือนคนอื่นหรือ เธอหัวเราะและตอบว่า ไมเคิลไม่ทำอะไรเหมือน
คนอื่นอยู่แล้ว

ท่ามกลาง การคัดค้านของนางแคทเธอลีน แม่ผู้เคร่งศาสนา ไมเคิลก็ดื้อดึงแต่งงานกับเด็บบี้จนได้ หลังหย่าขาดจากลิซ่า มารี โดยเด็บบี้ซึ่งท้องได้ 6 เดือน ได้สวมชุดเจ้าสาวสีดำ เดินตรงไปหาเขาที่ห้องสูทของโรงแรมในซิดนีย์ ขณะที่เขานั่งเล่นเปียโนเพลง " เฮีย คัมส์ เดอะ ไบรด์ "

      

ไมเคิล ใช้ครีมรองพื้นหนาจนหน้าเกือบจะขาวโพลน และทาอายไลเนอร์เข้มพิเศษ เขาสวมหมวกและมีปอยผมหยิกยาวลงมาที่ด้านข้างใบหน้า และติดจอนปลอมข้างใบหู ขณะที่เพื่อนเจ้าบ่าวชื่อแอนโธนี่ ซึ่งไมเคิลอ้างว่าเป็นญาติ มีวัยเพียง 8 ขวบเท่านั้น

ทาราบอร์เรลลี่คิดว่า ลิซ่า มารี อาจคิดถูกแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นตามมาเพียงไม่กี่ปี ดูเหมือนจะช่วยยืนยันความคิดของเธอที่ว่าไมเคิลไม่พร้อมเป็นพ่อคน  ปริ๊นซ์ ไมเคิล แจ็คสัน ลูกชายคนโต เกิดที่โรงพยาบาล เมื่อปี 2540 โดยมีไมเคิลและเด็บบี้ตัดสายสะดือด้วยกัน

ขณะที่เด็บบี้ยังพักฟื้น อยู่ที่โรงพยาบาล ไมเคิลก็รีบพาลูกกลับไปยังคฤหาสน์เนเวอร์แลนด์แล้ว อีก 6 สัปดาห์ต่อมา ไมเคิลกับเด็บบี้ก็ถ่ายรูปกับลูกชายด้วยความภาคภูมิใจแต่นั่นคือครั้งแรกที่ เด็บบี้ได้เห็นลูก นับตั้งแต่เธอให้กำเนิดเขา หลังจากนั้นเธอถูกส่งตัวไปอยู่ที่อื่น เธอเป็นแม่อุ้มบุญที่ไม่มีโอกาสได้เลี้ยงดูเขา

                                     

พนักงาน คนหนึ่งในเนเวอร์แลนด์เปิดเผยว่า ไม่เคยเห็นเด็บบี้ มีทีมพี่เลี้ยง 6 คน และพยาบาล 6 คนคอยดูแลเด็ก แต่คนเหล่านี้ทำงานเป็นกะ เพราะจะต้องมีพี่เลี้ยง 2 คน และพยาบาล 2 คน คอยอยู่กับเด็กตลอดเวลา และต้องทำงานภายใต้กล้องวงจรปิดที่ควบคุมโดยทีม รปภ.ของไมเคิล

พวกพี่ เลี้ยงเด็กทุกคนได้ผ่านการอบรมมาเป็นพิเศษ โดยทีมที่อยู่กลางวันจะต้องฝึกเรื่องการสร้างความแข็งแรงให้กับเด็ก ส่วนทีมกลางคืนจะต้องอ่านหนังสือและร้องเพลงให้ฟัง ซึ่งเท่ากับว่าเด็กไม่ได้อยู่กับแม่เลย

                            

พี่ เลี้ยงคนหนึ่งบอกว่า ต้องคอยวัดคุณภาพแอร์ในห้องนอนทารกทุกชั่วโมง ตอนที่ป้อนอาหาร ภาชนะทุกชนิดต้องผ่านการต้ม และใช้ครั้งเดียวก็ต้องโยนทิ้ง เช่นเดียวกับพวกของเล่น แต่ละคืนจะมีของเล่นถูกเอาทิ้ง ด้วยเหตุผลด้านสุขอนามัย และจะได้ของใหม่มาเปลี่ยนในเช้าวันรุ่งขึ้น

ไม่น่าเชื่อว่า หลังคลอดลูกคนแรกให้ไมเคิล เด็บบี้ก็ประกาศว่า เธอท้องลูกคนที่ 2 จากการทำกิ๊ฟให้ไมเคิลอีก ทำให้เธอได้กลับคืนสู่เนเวอร์แลนด์ พร้อมกับเงินอีกหลายล้านดอลล่าร์เป็นค่าตอบแทน ซึ่งต่อมา ได้กลายเป็นบ้านหลังงามของเธอในลอส แองเจลิส ที่เธอย้ายเข้าไปอยู่กับสุนัข 2 ตัว

ปารีส แคทเธอรีน ไมเคิล แจ็คสัน ลูกสาวซึ่งเป็นลูกคนที่สอง เกิดเมื่อเดือนเมษายน ปี 2541 หลังจากนั้นเด็บบี้ก็ขอหย่า ซึ่งไมเคิลก็ยอมรับและแน่นอนว่า เธอได้ค่าเลี้ยงดูไปหลายล้านดอลล่าร์ แต่หลังจากนั้นก็พบแม่อุ้มบุญเพิ่มขึ้นอีก คราวนี้ไม่มีการเปิดเผยชื่อ แต่ผู้หญิงคนนี้ให้ลูกคนที่ 3 แก่ไมเคิล เป็นผู้ชาย มีชื่อว่า ปริ๊นซ์ ไมเคิล ที่ 2 เมื่อปี 2545 เขามีชื่อเล่นว่า แบล็งเค็ต ซึ่งแจ็คสันอธิบายว่า มันหมายถึง"สิ่งที่ใช้ปกป้องคนที่เรารักและเอาใจใส่ " ..ผ้าห่มคุ้มภัยนั่นเอง

                          

มาร์ ติน บาร์เชียร์ ที่เคยไปทำสารคดีสัมภาษณ์ไมเคิล นานถึง 8 เดือน เรื่อง " ลีฟวิ่ง วิท ไมเคิล แจ็คสัน "กล่าวว่า ไมเคิลปกป้องลูกมากเกินไป พ่อแม่ของเขาได้ไปที่คฤหาสน์เนเวอร์แลนด์ เพื่อดูความเป็นอยู่ของลูกชายและหลาน ๆ ซึ่งพบว่า ปริ๊นซ์ไมเคิลกับปารีส เป็นเด็กฉลาด มั่นใจ และจิตใจดี ส่วนคนเล็กก็ดูพอใจในสิ่งที่เขาเป็น พวกเขาสวดอ้อนวอนก่อนรับประทานอาหาร สุภาพ ช่างติดและร่าเริง

ไมเคิล จะไม่ชอบใจเวลาลูกๆสบถ ส่วนหนึ่งก็เพราะพวกที่รายล้อมรอบตัวเด็กๆล้วนเป็นผู้ใหญ่ แต่เขาไม่เคยขึ้นเสียงกับลูก หรือตีก้น ถ้าใครอาละวาด ก็จะถูกส่งเข้ามุมไปสงบสติอารมณ์ ไมเคิลอธิบายว่า เขาเอาของเล่นของลูกและของขวัญที่ได้รับจากแฟนเพลงทั่วโลก ที่ได้มาเป็นของขวัญคริสต์มาส ไปให้กับเด็กกำพร้าทั่วโลก

      

เขาสอนลูก ไม่ให้ ให้ความสำคัญกับของเล่นมากกว่าเพื่อน เขาสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เพราะคิดย้อนไปถึงสมัยเด็กที่เขามีชื่อเสียงและร่ำรวยแล้ว เวลาเขาเล่นกับเพื่อน เพื่อนจะยอมให้เขาชนะ แต่ไม่ยอมให้เขามาเล่นด้วยอีก

ยังมีเรื่องแปลกอีกหลายเรื่อง เช่น ไมเคิลไม่ชอบให้ลูกอยู่หน้ากระจกนานเกินไป และครั้งหนึ่งไมเคิลพาลูกคนโตไปสตูดิโอด้วย แล้วเขาทำป๊อปคอร์น หกกระจายเกลื่อนไปทั่วพื้น โปรดิวเซอร์ซึ่งเกรงใจ ซูเปอร์สตาร์ กำลังจะก้มลงเก็บ แต่ไมเคิลได้เข้าไปขวางไว้

ไมเคิลได้กล่าวขอโทษ และบอกว่า ลูกชายของเขาทำหก เขาจะเก็บเอง ซึ่งโปรดิวเซอร์ กล่าวว่า เขาได้แต่มองแจ็คสันคุกเข่าเก็บป๊อปคอร์นของลูกชาย เขาไม่แน่ใจว่า ถ้าเป็นมาดอนน่า เธอจะทำแบบนี้หรือไม่ ...อ่านตรงนี้แล้วรู้สึกว่าไมเคิลน่ารักจัง

Credit : http://www.muansuen.com/home/space.php?uid=1308&do=blog&id=70

 

โปรดติดตามตอนต่อไป.. Tobe Continues..